วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
การดูแลต้นไม้ที่ใช้ประดับภายในอาคาร
วิธีการดูแล ต้นไม้ที่ใช้ประดับภายในอาคาร
ปัจจุบัน การนำไม้ดอกไม้ประดับมาประดับตกแต่งบ้านเรือน
สำนักงานและสถานที่ต่าง ๆ ได้รับความนิยมมากขึ้นทุกขณะ
เนื่องจากโลกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุและเทคโนโลยี
ทำให้ชีวิตมนุษย์ห่างไกลจากธรรมชาติมากขึ้น พื้นที่สีเขียวถูกเปลี่ยนเป็นบ้านพักอาศัย
สภาพแวดล้อมที่ถูกปนเปื้อนด้วยสารพิษ
มนุษย์จึงพยายามนำธรรมชาติเข้ามาไว้ใกล้ตัวเพื่อทดแทนธรรมชาติที่ขาดหายไป
การจัดสวน และการนำไม้ดอกไม้ประดับมาตกแต่งบ้านพักอาศัยและสถานที่ต่าง ๆ
จึงได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในปัจจุบัน แต่ปัญหาที่พบเสมอคือ จะมีวิธีการดูแลรักษาสวน
และไม้ดอกไม้ประดับเหล่านั้นอย่างไรให้มีสภาพสวยงามยาวนาน
วิธีดูแลรักษาสวนสวยด้วยตัวเอง
จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยให้ผู้รักการปลูกต้นไม้แต่ไม่มีความรู้ความเข้าใจ
เกี่ยวกับพันธุ์ไม้และการดูแลรักษาได้ทราบวิธีการอย่างง่าย ๆ ในการปลูกเลี้ยงและดูแลรักษาต้นไม้ให้เจริญงอกงาม
พันธุ์ไม้ในสวน ถ้าแยกพันธุ์ไม้ในสวนออกตามหน้าที่หรือลักษณะก็แบ่งได้ง่าย ๆ
ดังนี้
1. ไม้คลุมดิน
กิ่งก้านเลื้อยทอดลงปรกดิน จึงทำให้ค่อนข้างเตี้ย ต้องตัดแต่งบ่อย ๆ เพราะโตเร็ว
ปล่อยไว้มักรุงรัง และไม่สวย เพราะใบจะเล็กลง ไม่คอยแตกใบใหม่ และ ไม่ผลิดอก
ไม้พวกนี้ใช้ปลูกคลุมโคนไม้ใหญ่ ขอบสระ แทรกก้อนหิน ริมขอบถนน สนาม รั้ว
ปลูกเป็นแปลง ไม้คลุมดินมีทั้งไม้ดอกและไม้ใบ เช่น คุณนายตื้นสาย แพรเซี่ยงไฮ้
ฟ้าประดิษฐ์ ผกากรอง บัวฝรั่ง หัวใจม่วง ซุ้มกระต่าย เศรษฐีเรือนใน หนวดปลาดุก
การะเกด เหิน พลูทอง พลูด่าง เงินใหลมา ไฟเรีย ปีกแมลงสาบ เป็นต้น
2. ไม้พุ่ม
มีลำต้นแข็ง มักมีลำต้นย่อม ๆ อยู่ด้วยกันหลาย ๆ ลำ แผ่กิ่งก้าน และใบค่อนข้างแน่น
มีทั้งขนาดเล็ก และขนาดกลาง โดยปกติต่ำกว่า 3-4
เมตร ตัดแต่งทรงพุ่มได้ ถ้าปลูกในสวนขนาดเล็ก อาจตัดแต่งให้มีลำต้นเดียว
เพื่อให้เหมือนไม้ยืนต้นขนาดเล็ก แต่ถ้าปลูกร่วมกับไม้ยืนต้นทั่วไปในสวนขนาดใหญ่
ก็ใช้ปลูกเป็นกลุ่ม ๆ ในหมู่ไม้พุ่มด้วยกัน ปลูกริมรั่ว หรือทำรั่ว
ปลูกเป็นแนวหรือแปลง ตัดแต่งให้เป็นรูปร่างต่าง ๆ ก็ได้ ตัวอย่างไม้พุ่ม ได้แก่
เข็มต่าง ๆ อังกาบ ปัตตาเวีย มะขามเทศด่าง กาหลง โยทะกา หางนกยูงไทย ชุมเทศเห็ด
หลิวไต้หวัน ชบาต่าง ๆ พวงทองต้น แก้ว โมก หูปลาช่อน เล็บครุฑ โกสน ราชาวดี
พุดฝรั่ง ยี่โถ พุตซ้อน เป็นต้น
3. ไม้ยืนต้น
มีลำต้นแข็ง เป็นลำต้นเดี่ยว ๆ ขึ้นไปจนถึงยอด สูงใหญ่ และอายุยืน
มีทั้งไม่ยืนต้นขนาดเล็ก เช่น แก้ว โมก แสงจันทร์ ยี่เข่ง เชอร์รี่ มะนาวเทศ
หนามแดง คอร์เดีย ไม้ยืนต้นขนาดกลาง เช่น พิกุล ลั่นทม กุ่มบก มะกล่ำตาช้าง
ชัยพฤกษ์ ราชพฤกษ์ อินทนิลบก และไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ เช่น ขนุน แคแสด
ชมพูพันธุ์ทิพย์ ประดู่ สาเก ปีป (สูง 10-25
เมตร เป็นทั้งไม้ขนาดกลางถึงไม้ขนาดใหญ่) ไทร เสลา ตะแบกนา
ไม้ยืนต้นใช้ปลูกเป็นร่มเงา ปลูกเป็นจุดเด่นหรือไม้ประธานในสวน มีทั้งไม้ดอก
และไม้ผล บางชนิดไม่ควรปลูกใกล้ตัวบ้านหรือกำแพงมากนัก เพราะระบบรากแข็งแรง โดเร็ว
อาจชอนเข้าไปยังฐานรากหรือตัวบ้าน และกำแพงจนร้าว เช่น ไทร หางนกยูงฝรั่ง หูกวาง
บางชนิดมีกิ่งเปราะหักง่าย และอันตราย โดยเฉพาะเวลามีพายุเช่น ชมพูพันธุ์ทิพย์
ประดู่ ดังนั้น
การปลูกต้นไม้ใหญ่เหล่านี้ต้องคำนึงถึงขนาดของมันเมื่อโตขึ้นในอนาคตด้วย
4. ไม้เลื้อย
คือไม้ที่มีกิ่งก้านเลื้อยรัดพันขึ้นสู่ที่สูง บางพันธุ์เป็นไม้เถาเนื้ออ่อน เช่น
อัญชัน พวงชมพู บางพันธุ์เป็นไม้เถาเนื้อแข็ง เช่น สายน้ำผึ้ง ชมนาด ชอบแสงจัด
ใช้ปลูกขึ้นพันรั่ว กำแพง ซุ้มประตู หลังคาศาลา แผงบังตา นอกจากจะสวยงาม
ยังให้ความเป็นส่วนตัว ไม้เลื้อยมีทั้งดอกหอมและไร้กลิ่น ใบเล็กละเอียดจนถึงใบใหญ่
เลือกใช้ตามความเหมาะสม
5. ไม้น้ำ
เป็นพืชที่ปลูกในน้ำ อ่าง หรือสระ เนื้อที่น้อยปลูกใส่อ่างหรือภาชนะ
ตั้งประดับในสวนหรือมุมบ้านได้ ชอบแสงจัด มิฉะนั้นจะเน่า หรือ ไม่ออกดอก
ไม้น้ำมีทั้งชนิดดอกและใบ บางพันธุ์มีใบปริ่มน้ำ มีก้านใบชูสูงพ้นน้ำ
แต่บางชนิดอยู่ใต้น้ำ เช่น พวกสาหร่ายต่าง ๆ ไม้น้ำที่เรารู้จักกันดี ได้แก่
บัวหลากพันธุ์ กระจับญี่ปุ่น บัวบา ฝิ่นน้ำ ผักตบไทย ผักตบชวา อเมซอน คล้าน้ำ
ลานไพลิน กก แว่นแก้ว จอก เป็นต้น
6. ไม้ริมน้ำ
ขึ้นในที่ค่อนข้างชื้นแฉะได้ดี เหมาะที่จะปลูกประดับชายน้ำ ขอบสระ ชอบแสง ตัวอย่าง
เช่น จิกน้ำ พลับพลึงต่าง ๆ กก พุทธรักษา เฮลิโคเนีย มหาหงส์ เตย หลิวเลื้อย
กระดุมทองเลื้อย เป็นต้น
7. ไม้ในร่ม
ปลูกได้ในที่มีแสงอ่อนหรือแสงรำไร โดยมากมักเป็นไม้ใบ
มีตั้งแต่พวกไม้คลุมดินไปจนถึงไม้พุ่ม ไม้ยืนต้นขนาดเล็ก เช่น หนวดปลาดุก คล้า
เฟิน เขียวพันปี เขียวหมื่นปี วาสนา สาวน้อยประแป้ง พลู หน้าวัวใบ ฟิโลเดนดรอน
สังกรณี พุดกุหลาบ มุจลินท์ โมก จั๋ง ไทร หมากผู้หมากเมีย สับประรดสี หนวดปลาหมึก
เป็ปเปอร์โรเมีย ไผ่ฟิลิปปินส์ หางกระรอก เป็นต้น
8. ไม้รูปทรง
มีทรงสวยตามธรรมชาติโดยไม่ต้องตัดแต่งจัดให้เป็นไม้ประธาน ไม้เด่นในสวนได้
หรือจัดไว้ในสวนที่ไม่ต้องการการดูแลมาก โดยมากเป็นพวกสน ปรง ปาล์ม เป็นต้น
พันธุ์ไม้ต่าง ๆ ที่กล่าวมามีหลากหลายชนิด และการเรียนรู้ว่าแต่ละชนิดชอบแสง น้ำ
ดินปลูกอย่างไร จะได้จัดกลุ่มที่ชอบเหมือนกันอยู่ใกล้ ๆ กันในสวน
ไม่ใช่นำไม้ร่มมาอยู่รวมกับไม้แดด หรือไม้ชอบชื้นริมน้ำมาปลูกอยู่กับไม้ที่ไม่ชอบน้ำขัง
ก็ต้องตายกันไปข้างหนึ่ง
การเลือกซื้อไม้ประดับ
ก่อนจะซื้อต้นไม้มาปลูกในบ้าน
ควรดูสภาพแวดล้อมว่าเหมาะกับต้นไม้ชนิดที่ต้องการหรือไม่
ถ้าเริ่มต้นที่จะปลูกต้นไม้เป็นครั้งแรก
ควรเลือกซื้อต้นไม้ที่มีความทนทานต่อทุกสภาพอากาศจะดีที่สุด
เคล็ดลับในการเลือกซื้อไม้ประดับ มีดังนี้ -
ควรซื้อจากร้านที่มีชื่อเสียงเชื่อถือได้ หรือซื้อจากสวนที่ผลิตโดยตรง -
ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ตั้งขายอยู่นอกร้าน -
ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่มีตำหนิหรือร่องรอยของความเสียหายจากโรคและแมลง -
ตรวจดูกระถางและก้นกระถางให้ดีอย่าเลือกต้นไม้ที่ปลูกอยู่ในกระถางที่มีรอยร้าวหรือแตก
และอย่าเลือกต้นไม้ที่รากโผล่ออกมาจากรูก้นกระถาง เพราะทั้งสองอย่างนี้จะทำให้เกิดความเสียหายในขณะเคลื่อนย้ายได้
- ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ดินในกระถางแฉะ
เพราะนั้นแสดงว่าน้ำในกระถางไม่สามารถระบายออกไปได้
จะก่อให้เกิดปัญหารากและโคนเน่า - กรณีที่เป็นไม้ดอก
ควรเลือกเอาต้นที่ดอกกำลังตูมเต็มที่ยังไม่บาน - จะต้องดูจนแน่ใจว่าต้นไม้ที่ซื้อ
ไม่มีร่องรอยหรือตำหนิใด ๆ เลย - ไม่ควรซื้อต้นไม้ที่ใบเหี่ยว ใบลู่ลง
หรือได้รับความเสียหายเป็นอันขาด - ไม่ควรซื้อต้นไม้เพราะเห็นว่าราคาถูกเป็นอันขาด
- ขณะนำต้นไม้กลับบ้าน
ควรระมัดระวังอย่าให้ต้นไม้ได้รับความกระทบกระเทือนโดยเด็ดขาด รู้อย่างนี้แล้ว
ลองนำวิธีที่แนะนำไปเลือกซื้อไม้ประดับมาปลูกกันดูได้
ความสำคัญของไม้ประดับ
ความสำคัญของไม้ประดับ
ปัจจุบัน เริ่มจะยอมรับกันทั่วไปแล้วว่า
ต้นไม้โดยเฉพาะไม้ประดับมีความสำคัญต่อชีวิตประจำวัน
และมีความสัมพันธ์กับมนุษยชาติอย่างใกล้ชิด แต่ความรู้ความเข้าใจในเรื่องบทบาทของต้นไม้ที่มีต่อชีวิตมนุษย์และคุณภาพ
ของสิ่งแวดล้อมยังไม่แพร่หลายนัก
ความงดงามของธรรมชาติ
ต้นไม้ใบหญ้า ความร่มรื่นร่มเย็นจากร่มไม้ใบพฤกษ์
สีสันและความหอมอันละเมียดละไมเหล่านี้มิใช่มีอยู่ในภาพวาด ภาพถ่าย เสียงเพลง
คือจินตนาการจากในหนังสือวรรณคดีต่าง ๆ เท่านั้น
สิ่งเหล่านี้เคยมีอยู่แล้วในธรรมชาติ หรืออาจเนรมิตจัดสร้างขึ้นมาได้
หากมนุษย์ประสงค์ที่จะให้มีขึ้นมนุษย์กับธรรมชาติเป็นสิ่งเกื้อกูลซึ่งกินและกัน
มาตั้งแต่สมัยบรรพกาลชนิดแยกกันไม่ได้
แต่มนุษย์ที่อวดอ้างตนเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐนั้นแหละ เป็นผู้ทำลายมิตรภาพจากผู้มีอุปการะคุณเสียเอง
จะโดยตั้งใจหรือมิตั้งใจก็ตามที
ประชากรเพิ่มขึ้น
ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยก็ตามมา เรือกสวนไร่นาต้องแปรสภาพเป็นที่อยู่อาศัย
การขยายถนนให้เพียงพอต่อการสัญจร จำเป็นต้องถมคูคลอง โค่นตัดต้นไม้ลง
ป่าคอนกรีตผุดขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว “เมื่อบรรยากาศในเมืองหมดความเป็นธรรมชาติก็ได้แต่ฝันถึงบรรยากาศชนบท” พยายามปลีกเวลาออกไปสัมผัสทุ่งนา
ป่าเขาลำเนาไพร หรือชายทะเล ฯลฯ
เพื่อเติมน้ำเติมฟืนหรืออัดแบตเตอรี่ให้เกิดกำลังในการประกอบกิจการงานกันอยู่เสมอ
ผู้ที่มีที่ดินบริเวณบ้านกว้างขวางหน่อยและมีกำลังทรัพย์ก็สามารถเนรมิตธรรมชาติมาไว้ใกล้
ๆ ตัว “ยกน้ำตกหรือป่าเขาลำเนาไพร” เข้ามาไว้ในบ้าน กันเลยทีเดียว
เนื่องจากต้นไม้มีบทบาทต่อชีวิตมนุษย์และคุณภาพของสิ่งแวดล้อม
จึงได้มีการปลูกต้นไม้นานาชนิด มีพืชผักสวนครัว ไม้ดอกไม้ประดับ เป็นอาทิขึ้น
เพื่อช่วยผ่อนปรนคลี่คลายสภาวะแวดล้อม ที่มีส่วนสัมพันธ์กับชีวิตของมนุษย์
ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น หากขาดต้นไม้ใบหญ้าตามบ้าน
ตามถนนหนทางหรือสวนสาธารณะในเมืองเสียแล้ว ปัญหาต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นในสิ่งแวดล้อม
อันมีผลกระทบต่อมนุษย์เอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม ได้แก่
-อากาศเป็นพิษ
-แสงสว่างจ้า, แสงสะท้อนจากกระจก, หรือโลหะสะท้อนแสง
-ความปรวนแปรของอุณหภูมิ
-การพังทลายของดิน
-แสงไฟจากรถยนต์ส่องหน้า
-แสงสว่างจากรถยนต์ส่องหน้า
-แสงสว่างจากศูนย์การค่าย่านชุมชนหนาแน่น
-พื้นที่บางแห่งไม่ได้ใช้ประโยชน์
-กองขยะหรือสิ่งรกรุงรังตามข้ามถนนหลวง
ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้นนี้
เป็นปัญหาที่เกิดจากความเจริญของบ้านเมือง ความแออัดของประชากรในเมืองใหญ่ ๆ
ต้นไม้อาจแก่ปัญหาเหล่านี้ได้บ้าง
หากรู้หลักพิจารณาเลือกต้นไม้ที่เหมาะสมมาปลูกให้ตรงกับวัตถุประสงค์ที่ต้องการจะแก้ปัญหานั้น
ๆ เพราะต้นไม้นั้นเป็นเสมือนเครื่องปรับอากาศอย่างดีตามธรรมชาติ
เนื่องจากต้นไม้ดูดก๊าชคาร์บอนไดอ็อกไซด์และขับสารพิษต่าง ๆ จากอากาศเข้าไปทางใบ
เพื่อใช้ในขบวนการปรุงอาหารโดยการสังเคราะห์แสง
และในขณะเดียวกันก็ปลดปล่อยอ๊อกซิเจน ออกมาทำให้อากาศบริเวณนั้น ๆ บริสุทธิ์สดชื่น
การคายนํ้าของใบทำให้ไอน้ำออกมาสู่บรรยากาศ
ซึ่งสามารถดูดซับฝุ่นละอองที่ฟุ้งอยู่ในบรรยากาศให้น้อยลง
ใบไม้ถึงไม้รากไม้และเศษเหลือของพืชที่ร่วงหล่นตามพื้นดิน
จะช่วยป้องกันการพังทะลายของดิน ป้องกันมิให้แม่นํ้าลำคลองสกปรกขุ่นข้น ต้นไม้ลดความรุนแรงของเสียง
ในช่วงที่มีความถี่สูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อโสต ประสาทของมนุษย์
เนื่องจากเกิดการปะทะทำ ให้เสียงกระจาย ลดความรุนแรงลงไปได้
ต้นไม้ที่ปลูกเป็นแนวเป็นฉากปิดบังสิ่งที่รกรุงรัง
หรือกั้นพื้นที่ออกเป็นสัดส่วนได้โดยไม่รู้สึกอึดอัดใจ แสงไฟจากรถยนต์ที่วิ่งสวนกันบนถนนอาจปิดกั้นโดยการปลูกต้นเป็นรั้วหรือเป็นฉากกำบังกลิ่นเน่าเหม็นจากคูคลองใกล้บ้านอาจบรรเทาได้ด้วยการปลูกต้นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอมสกัดกั้น
แสงแดดที่ส่องหรือสะท้อนจากสระน้ำเข้าหน้าต่างบ้านหรือที่ทำงาน
ก็อาจปิดบังได้ด้วยต้นไม้เช่นกัน
ประเภทของไม้ประดับ
ประเภทของไม้ประดับ
แบ่งตามลักษณะของการใช้งานได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.ประเภทไม้ประดับภายในอาคารหรือในร่มรำไร เป็นกลุ่มพืชที่ต้องการแสงน้อย-ปานกลาง
ส่วนมากจะปลูกอยู่ในอาคารสำนักงานที่มีแสงน้อย แดดส่องถึงบ้าง อุณหภูมิไม่สูงนัก
พืชกลุ่มนี้ได้แก่ แก้วหน้าม้า พืชตระกูลฟิโลเดนดรอนและมอนสเตอรา เดหลี เป็นต้น
2.ประเภทไม้ประดับภายนอกอาคารหรือกลางแจ้งเป็นกลุ่มพืชที่ต้องการแสงมากตลอดทั้งวัน
ส่วนมากปลูกประดับอยู่ภายนอกอาคารหรือตามสนามต่างๆ พืชกลุ่มนี้ได้แก่ โกสน
พืชตระกูลปาล์ม เป็นต้น
- แบ่งตามชนิดของพันธุ์ไม้ได้เป็น 4 ประเภท คือ
1.ไม้ยืนต้น
ไม้ประเภทนี้มีลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็งขนาดใหญ่ มีลำต้นหลัก ลำต้นตรง
ต้นเดียวแล้วจึง แตกกิ่งก้านบริเวณยอด มีอายุหลายปี ได้แก่ ปาล์มต่างๆ จันทร์ผา
เป็นต้น
2.ไม้พุ่ม
ลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีเนื้อไม้หรือมีเนื้อไม้เล็กน้อยบริเวณโคนต้น ได้แก่
หนวดปลาหมึกแคระ โมก เล็บครุฑ เป็นต้น
3.ไม้ล้มลุก
มีลำต้นเป็นไม้เนื้ออ่อนไม่มีเนื้อไม้ หรือมีเนื้อไม้เล็กน้อยบริเวณโคนต้น ได้แก่
กล้วยประดับ สับปะรดสี เป็นต้น
4.ไม้เลื้อย
เป็นพืชที่ลำต้นมีเนื้อไม้หรือไม่มีเนื้อไม้ อายุปีเดียวหรือหลายปี
ลำต้นเลื้อยไปตามดินหรือพัน สิ่งที่อยู่ใกล้เคียง
โดยอาจมีอวัยวะพิเศษช่วยในการเกี่ยวยึด ได้แก่ ม่านบาหลี โมกเครือ กระเทียม เถา เป็นต้น
ที่มา http://research.rae.mju.ac.th/raebase/index.php/base-learning/product1/garden-tree/40-gardentree-3
วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ความหมายของไม้ประดับ
ไม้ประดับ
หมายถึงพืชที่ปลูกไว้เพื่อความสวยงาม
ใช้ประดับตกแต่งอาคารบ้านเรือนให้เกิดความเจริญตา ส่วนใหญ่ไม้ประดับมักเป็นพืชดอก
จึงเรียกรวมกันว่า ไม้ดอกไม้ประดับ
ซึ่งความเป็นจริงแล้วไม้ประดับไม่จำเป็นต้องมีดอกก็ได้
เพียงมีใบที่ดูดีหรือมีสีสันสวยงามก็ใช้ได้ ไม้ประดับมีขนาดเล็กหรือขนาดย่อมพอเหมาะแก่พื้นที่จัดตกแต่ง
อาจปลูกไว้ในกระถาง ปลูกลงดิน หรือแขวนห้อยไว้ก็ได้
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A
ประวัติส่วนตัว
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
ไวรัสของคอมพิวเตอร์
จำความได้ตั้งแต่เริ่มเล่นคอมพิวเตอร์วันแรก ใคร ๆ ก็บอกให้ระวังไวรัส จะใช้งานคอมพิวเตอร์กันสักครั้ง ก็ต้องคอยระวังไวรัส ไวรัสสมัยแต่แรกจะระบาดผ่านทาง Floppy Disk กันเท่านั้น ซึ่งเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ไม่มีใครคิดหรอกค่ะว่าสามารถเอาข้อมูลใส่แผ่น CD ได้ ดังนั้นเมื่อก่อนไวรัสจะแพร่กระจายช้า และมีอยู่ไม่กี่รูปแบบ สามารถป้องกันได้ หากไม่ให้ใส่แผ่น Floppy Disk ไวรัสก็ไม่สามารถเข้าเครื่องได้แล้วผ่านมาเกือบ 20 ปี สิ่งที่คิดว่าสูงเกินเอื้อม กลับมีไว้ในครอบครอง สิ่งที่คิดว่าเป็นเทคโนโลยีสำหรับคนรวย กลับมีใช้กันอย่างสามัญ ตัวไวรัสก็เช่นกัน จากที่ระบาดเฉพาะแผ่น Floppy Disk กลายเป็นระบาดผ่าน ThumbDrive (Flash Drive)จากที่ระบาดจากเครื่องไปสู่เครื่อง กลายเป็นระบาดจากเครื่องไปสู่องค์กร ทั่วทุกมุมโลกในพริบตาตัวไวรัสเองก็มีหลายรูปแบบขึ้น แต่จุดมุ่งหมายหลักส่วนใหญ่มักประสงค์ร้าย กับคอมพิวเตอร์หรือระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ หากดูข่าวว่ามีไวรัสระบาดที่อเมริกาเมื่อ 5 นาทีที่ผ่านมา คุณอาจเห็นว่ามันไกล แต่ด้วยเทคโนโลย อินเทอร์เน็ทที่เชื่อมโยกคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกันจากทั่วทุกมุมโลกเจ้าไวรัสที่ระบาดในอเมริกาเมื่อ 5 นาทีนั้นอาจอยู่ในเครื่องของคุณแล้วด้วย
(อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.gimyong.com/it/virus1.php)
(อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.gimyong.com/it/virus1.php)
การดูเลรักษาคอมพิวเตอร์
คอมพิวเตอร์ เมื่อใช้ไประยะหนึ่งจะมีการเสื่อมชำรุดไปตามสภาพระยะเวลาที่ใช้งาน
ผู้ใช้คอมพิวเตอร์จึงควรเอาใจใส่ ดูแลและบำรุงรักษา
อย่างเหมาะสมสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มอายุ
การใช้งานของเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งจะช่วยให้สามารถ ประหยัดงบประมาณในการซ่อมบำรุงหรือการเปลี่ยนอุปกรณ์
การทำความสะอาดระบบคอมพิวเตอร์
1. ไม่ควรทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์ในขณะที่เครื่องยังเปิดอยู่
ถ้าคุณจะทำความ สะอาดเครื่อง ควรปิดเครื่องทิ้งไว้ 15-20 นาที ก่อนลงมือทำความสะอาด
2. ห้ามใช้ผ้าเปียก
ผ้าชุ่มน้ำ เช็ดคอมพิวเตอร์อย่างเด็ดขาด ในกรณีต้องการทำความสะอาดภายนอก
ควรใช้น้ำยาสำหรับทำความสะอาดเครื่องคอมพิวเตอร์โดยเฉพาะและทำความสะอาดตาม
ที่แนะนำไว้ในคู่มือเท่านั้น
3. ห้ามเปิดเครื่องเพื่อทำความสะอาดภายในคอมพิวเตอร์ด้วยตนเอง
หรือดูดฝุ้นด้วยเครื่องดูดฝุ่นเพราะจะทำให้ระบบของเครื่อง เกิดความเสียหายได้
ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของช่างซ่อมคอมพิวเตอร์
4. ไม่ควรฉีดสเปรย์ใด ๆ ไปที่คอมพิวเตอร์
แป้นพิมพ์ และอุปกรณ์ต่าง ๆ ในกรณีที่ต้องใช้สเปรย์ทำความสะอาด ควรปล่อยให้เป็น
หน้าที่ของช่างซ่อมคอมพิวเตอร์
5. ไม่ควรดื่มน้ำชา
กาแฟ เครื่องดื่มต่าง ๆ ในขณะที่ใช้คอมพิวเตอร์
6. ไม่ควรกินของคบเคี้ยวหรืออาหารใด ๆ
ขณะทำงานด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์
(อ้างอิงข้อมูลจาก http://www.microsme.com/general-computer-maintenance)
บทบาทของคอมพิวเตอร์
บทบาทของคอมพิวเตอร์
ในปัจจุบัน
คอมพิวเตอร์ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตของเรา
และความสำคัญนี้ได้ทวีมากยิ่งขึ้นในอนาคต
คอมพิวเตอร์ได้เข้าไปมีบทบาทในทุกวงการอาชีพ โดยเฉพาะกับงานที่มีข้อมูลมาก ๆ
และกำลังจะกลายเป็นเครื่องใช้สามัญในบ้านเหมือนกับเครื่องรับวิทยุ โทรทัศน์
บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานต่าง ๆ จำแนกได้ดังนี้
1. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในสถานศึกษา
-คอมพิวเตอร์ช่วยในงานบริหาร
เช่น การคิดคะแนน
-ทำทะเบียนบุคลากร
-คอมพิวเตอร์ช่วยในงานบริการ
เช่น งานห้องสมุด
-งานแนะแนว คอมพิวเตอร์ช่วยในการเรียนการสอน
2. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงราชการ
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการทำทะเบียนราษฎร์
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการนับคะแนนเลือกตั้ง
คิดภาษี อากร การบริหารทั่วไป
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการรวบรวมข้อมูลและสถิติ
-การบริหารงานทั่วไปของหน่วยงานราชการ
ทำให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ยิ่งขั้น
3. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานสังคมศาสตร์
-คอมพิวเตอร์ช่วยในงานวิจัย
เพื่อให้ได้คำตอบออกมาอย่างรวดเร็วและถูกต้อง
4.บทบาทของคอมพิวเตอร์ในวงการแพทย์
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการบันทึก ค้นหาทะเบียนประวัติผู้ป่วย
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการวินิจฉัยโรค
เช่น ตรวจคลื่น สมอง บันทึกการเต้นของหัวใจ
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณหาตำแหน่งที่ถูกต้อง
ของอวัยวะก่อนการผ่าตัด
5และสื่อสาร คอมพิวเตอร์ช่วยในการจองตั๋วเครื่องบิน
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการเก็บข้อมูล
สถิติของผู้โดยสาร
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการควบคุมการจราจรทางอากาศ
6. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธุรกิจ
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการวางแผนธุรกิจ
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการประเมินสถานการณ์ทาง
เศรษฐกิจในอนาคตได้อย่างแม่นยำ
-คอมพิวเตอร์ช่วยงานธุรการ เช่น
งานพัสดุ งานภาษี การทำจดหมายโต้ตอบ
7. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานธนาคาร
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการรับฝากและถอนเงิน
ที่เป็นภาระกิจประจำของธนาคาร
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการคิดดอกเบี้ยในอัตราต่างๆ
-คอมพิวเตอร์ช่วยให้ลูกค้า
ฝากถอนเงินด่วน หรือโอนเงินจากเครื่องได้โดยอัตโนมัติ (ATM)
8. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิศวกรรม
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการเขียนแบบ
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการควบคุมหุ่นยนต์ให้ทำงาน
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการคำนวณโครงสร้าง
วางแผน ควบคุมการก่อสร้าง
9. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในงานวิทยาศาสตร์
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการเปรียบเทียบ
คัดเลือกข้อมูล
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการทดลองที่เป็นอันตราย
-คอมพิวเตอร์ช่วยในการเดินทางของยานอวกาศ
การถ่ายภาพระยะไกล และการสื่อสารผ่านดาวเทียม
10. บทบาทของคอมพิวเตอร์ในร้านค้าปลีก
-ห้างสรรพสินค้าใหญ่
ๆ ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์คิดเงินแทนเครื่องคิดเลข
-การอ่านรหัสด้วยเครื่องอ่าน (Barcode)
โทษของคอมพิวเตอร์
โทษของคอมพิวเตอร์
โทษของคอมพิวเตอร์ คอมพิวเตอร์นอกจากมีประโยชน์มหาศาลแล้ว
แต่ก็ยังมีภัยหรือโทษที่เราไม่ควรมองข้าม การใช้คอมพิวเตอร์นั้น
ควรใช้ด้วยความระมัดระวัง
คอมพิวเตอร์จะมีโทษถ้าเราใช้ในสภาพสิ่งแวดล้อมที่ไม่ส่งเสริมการเรียนรู้
และใช้โดยเด็กที่สมองยังไม่มีความพร้อมสมบูรณ์
-
ได้รับแสงธรรมชาติและอากาศบริสุทธิ์ไม่เพียงพอ
- เด็กไม่ได้รับประสบการณ์ไม่
จึงไม่มีการสร้างความเข้มแข็งให้กับทางเดินเส้นประสาทที่ใช้ในการคิด
- จำกัดความเคลื่อนไหวของตา
ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการกล้ามเนื้อเกร็ง
- การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเล็กซ้ำๆทำให้เกิดความเครียด
-
การขาดการออกกำลังกายเป็นสาเหตุของโรคอ้วนและปัญหาสุขภาพอื่นๆ
- คอมพิวเตอร์(โทรทัศน์)จำกัดจินตนาการของเด็ก
-
โปรแกรมคอมพิวเตอร์จำกัดความคิดสร้างสรรค์ในการเขียนและการจัดรูปแบบ
- สร้างความเชื่อที่ว่าปัญหาแก้ไขได้ด้วยการกดปุ่ม
- สร้างความเชื่อที่ว่าทุกสิ่งมีเพียงสองด้าน
เช่น ผิด/ถูก ใช่/ไม่ใช่
- ข้อมูลจากเว็บไซต์จำนวนมากทำให้มึนงงและสับสน
-
การขาดปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นส่งผลให้พัฒนาการทางอารมณ์และสังคมถูกจำกัด
- ค่าใช้จ่ายที่ตามมา
ซึ่งอาจเป็นปัญหาสำหรับครอบครัว
อุปกรณของคอมพิวเตอร์
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
1.ตัวเครื่อง (Case) ทำหน้าที่ป้องกันอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นด้านในเพื่อไม่ให้ชิ้นส่วนที่สำคัญภายในได้รับความเสียหาย ที่ตัวเครื่องจะเห็นแต่ CD-ROM Driver Disk, ปุ่ม Power ปุ่ม Restart ที่ติดตั้งอยู่ภายนอก
2.จอภาพ (Monitor) เป็นอุปกรณ์แสดงผลข้อมูลออกมาเป็นตัวเลข ตัวอักษรข้อความ ภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว มีลักษณะคล้ายจอโทรทัศน์
3.เมาส์ (Mouse) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้บังคับตัวชี้ (Mouse Pointer) บนจอภาพเพื่อเลือกคำสั่งต่างๆแทนการป้อนคำสั่งทางคีย์บอร์ด ช่วยในการทำงานสะดวกและรวดเร็ว มีรูปร่างคล้่ายหนูจังเรียนว่า เมาส์
4.แป้นพิมพ์ (Keyboard)
แป้นพิมพ์หรือคีย์บอร์ดเป็นอุปกรณ์สำหรับนำเข้าข้อมูลขั้นพื้นฐานทำหน้าที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับระบบคอมพิวเตอร์โดยส่งคำสั่งหรือข้อมูลจากผู้ใช้ไปสู่หน่วยประมวลผลในระบบคอมพิวเตอร์ ภายในแป้นพิมพ์จะมีแผงวงจรหลักที่จะประกอบด้วยชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากซึ่งมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆที่ถูกฉาบด้วยหมึกที่เป็นตัวนำไฟฟ้าเมื่อถูกกดจนติดก็จะมีกระแสไฟฟ้าไหลในตัววงจรเมื่อผู้ใช้กดแป้นใดแป้นหนึ่งข้อมูลในรูปของสัญญาณไฟฟ้าจากแป้นกดแต่ละแป้นจะถูกเปรียบเทียบรหัส (Scan Code) กับรหัสมาตรฐานของแต่ละแป้นที่กด เพื่อเปลี่ยนให้เป็นตัวอักษรตัวเลขหรือสัญลักษณ์ไปแสดงบนจอภาพแป้นพิมพ์สำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า คล้ายแป้นพิมพ์ของเครื่องพิมพ์ดีดโดยจะมีปุ่มตัวอักษร สัญลักษณ์ และอักขระต่างๆตามมาตรฐานสากลแต่มีแป้นกดที่ทำหน้าที่พิเศษเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีปุ่มต่างๆ ทั้งสิ้น 101ปุ่มแต่ปัจจุบันอาจเพิ่มปุ่มพิเศษมากขึ้นอีกเพื่อสนับสนุนการใช้งานกับโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ๆประเภทของคอมพิวเตอร์
ประเภทของคอมพิวเตอร์
ในปัจจุบัน
คอมพิวเตอร์ได้ใช้วงจรเบ็ดเสร็จขนาดใหญ่มาก (very large scale integrated
circuit) ซึ่งสามารถบรรจุทรานซิสเตอร์ได้มากกว่าสิบล้านตัว
เราสามารถแบ่งคอมพิวเตอร์ในรุ่นปัจจุบันออกเป็น 4 ประเภทดังต่อไปนี้
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (supercomputer)
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์
ถือได้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีความเร็วมาก
และมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อเปรียบเทียบกับคอมพิวเตอร์ชนิดอื่น ๆ
เครื่องซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีราคาแพงมาก มีขนาดใหญ่
สามารถคำนวณทางคณิตศาสตร์ได้หลายแสนล้านครั้งต่อวินาที และได้รับการออกแบบ
เพื่อให้ใช้แก้ปัญหาขนาดใหญ่มากทางวิทยาศาสตร์และทางวิศวกรรมศาสตร์ได้อย่างรวดเร็ว
เช่น การพยากรณ์อากาศล่วงหน้าเป็นเวลาหลายวัน
การศึกษาผลกระทบของมลพิษกับสภาวะแวดล้อมซึ่งหากใช้คอมพิวเตอร์ชนิดอื่นๆ
แก้ไขปัญหาประเภทนี้ อาจจะต้องใช้เวลาในการคำนวณหลายปีกว่าจะเสร็จสิ้น
ในขณะที่ซูเปอร์คอมพิวเตอร์สามารถแก้ไขปัญหาได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น
เนื่องจากการแก้ปัญหาใหญ่ ๆ จะต้องใช้หน่วยความจำสูง ดังนั้น
ซูเปอร์คอมพิวเตอร์จึงมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก ซูเปอร์คอมพิวเตอร์มีหลายประเภท
ตั้งแต่รุ่นที่มีหน่วยประมวลผล (processing unit) 1
หน่วย จนถึงรุ่นที่มีหน่วยประมวลผลหลายหมื่นหน่วยซึ่งสามารถทำงานหลายอย่างได้พร้อม
ๆ กัน
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ (mainframe
computer)
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ มีสมรรถภาพที่ต่ำกว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์มาก
แต่ยังมีความเร็วสูง และมีประสิทธิภาพสูงกว่ามินิคอมพิวเตอร์หรือไมโครคอมพิวเตอร์
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์สามารถให้บริการผู้ใช้จำนวนหลายร้อยคนพร้อม ๆ กัน ฉะนั้น
จึงสามารถใช้โปรแกรมจำนวนนับร้อยแบบในเวลาเดียวกันได้ โดยเฉพาะถ้าต่อเครื่องเข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์
ผู้ใช้สามารถใช้ได้จากทั่วโลก ปัจจุบัน องค์กรใหญ่ๆ เช่น ธนาคาร
จะใช้คอมพิวเตอร์ประเภทนี้ในการทำบัญชีลูกค้า
หรือการให้บริการจากเครื่องฝากและถอนเงินแบบอัตโนมัติ (automatic teller
machine) เนื่องจากเครื่องเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้ถูกใช้งานมากในการบริการผู้ใช้พร้อม
ๆ กัน เมนเฟรมคอมพิวเตอร์จึงต้องมีหน่วยความจำที่ใหญ่มาก
มินิคอมพิวเตอร์ (minicomputer)
มินิคอมพิวเตอร์ คือ
เมนเฟรมคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ๆ ซึ่งสามารถบริการผู้ใช้งานได้หลายคนพร้อม ๆ กัน
แต่จะไม่มีสมรรถภาพเพียงพอที่จะบริการผู้ใช้ในจำนวนที่เทียบเท่าเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ได้
จึงทำให้มินิคอมพิวเตอร์เหมาะสำหรับองค์กรขนาดกลาง หรือสำหรับแผนกหนึ่งหรือสาขาหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่เท่านั้น
ไมโครคอมพิวเตอร์ (microcomputer) หรือ
พีซี (personal computer หรือ PC)
ไมโครคอมพิวเตอร์ คือ
คอมพิวเตอร์ขนาดเล็กแบบขนาดตั้งโต๊ะ (desktop computer) หรือขนาดเล็กกว่านั้น
เช่น ขนาดสมุดบันทึก (notebook computer) และขนาดฝ่ามือ (palmtop
computer) ไมโครคอมพิวเตอร์ได้เริ่มมีขึ้นในปีพ.ศ. 2518
ถึงแม้ว่าในระยะหลัง เครื่องชนิดนี้จะมีประสิทธิภาพที่สูง
แต่เนื่องจากมีราคาไม่แพงและมีขนาดกะทัดรัด
ไมโครคอมพิวเตอร์จึงยังเหมาะสำหรับใช้ส่วนตัว
ไมโครคอมพิวเตอร์ได้ถูกออกแบบสำหรับใช้ที่บ้าน โรงเรียน และสำนักงานสำหรับที่บ้าน
เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการทำงบประมาณรายรับรายจ่ายของครอบครัวช่วยทำการบ้านของลูกๆ
การค้นคว้าข้อมูลและข่าวสาร การสื่อสารแบบอิเล็กทรอนิกส์ (electronic mail หรือ
E - mail) หรือโทรศัพท์ทางอินเทอร์เน็ต (internet
phone) ในการติดต่อทั้งในและนอกประเทศ
หรือแม้กระทั่งทางบันเทิง เช่น การเล่นเกมบนเครื่องไมโครคอมพิวเตอร์
สำหรับที่โรงเรียน
เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วยสอนนักเรียนในการค้นคว้าข้อมูลจากทั่วโลกสำหรับที่สำนักงาน
เราสามารถใช้ไมโครคอมพิวเตอร์ในการช่วยพิมพ์จดหมายและข้อมูลอื่นๆ เก็บและค้นข้อมูล
วิเคราะห์และทำนายยอดซื้อขายล่วงหน้า
โน้ตบุ๊ค (notebook or laptop)
โน้ตบุ๊ค คือ
คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าไมโครคอมพิวเตอร์
ถูกออกแบบไว้เพื่อนำติดตัวไปใช้ตามที่ต่างๆ มีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบา
ในปัจจุบันมีขนาดพอๆกับสมุดที่ทำด้วยกระดาษ
เน็ตบุ๊ค (netbook or laptop)
เน็ตบุ๊ค คือ
คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าไมโครคอมพิวเตอร์และเล็กกว่าโน้ตบุ๊ค
ถูกออกแบบไว้เพื่อนำติดตัวไปใช้ตามที่ต่างๆ มีขนาดเล็ก และน้ำหนักเบา
อัลตร้าบุ๊ค (Ultrabook)
อัลตร้าบุ๊ค คือ
คอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กกว่าไมโครคอมพิวเตอร์และมีขนาดเท่ากับโน้ตบุ๊ค
ถูกออกแบบไว้เพื่อนำติดตัวไปใช้ตามที่ต่างๆ และน้ำหนักเบากว่าโน้ตบุ๊ค
และเน้นความสวยงาม ทันสมัย แปลกใหม่
แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ (tablet computer)
แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า
แท็บเล็ต คือเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถใช้ในขณะเคลื่อนที่ได้
ขนาดกลางและใช้หน้าจอสัมผัสในการทำงานเป็นอันดับแรก
มีคีย์บอร์ดเสมือนจริงหรือปากกาดิจิตอลในการใช้งานแทนที่แป้นพิมพ์คีย์บอร์ด
และมีความหมายครอบคลุมถึงโน๊คบุ๊คแบบ convertible ที่มีหน้าจอแบบสัมผัสและมีแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดติดมาด้วยไม่ว่าจะเป็นแบบหมุนหรือแบบสไลด์ก็ตาม
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)





















